ไม่มีกำหนดอายุ

อาหารเจกับเทศกาลกินเจ ข้อควรปฏิบัติอะไรกินได้และกินไม่ได้

“เทศกาลกินเจ” เรียกว่าเป็นอีกหนึ่งเทศกาลสำคัญของพี่น้องชาวไทยเชื้อสายจีน ซึ่งเมื่อถึงราว ๆ เดือนตุลาคมเวียนมาบรรจบก็มักจะได้ยินคำคุ้นหูว่า “เทศกาลถือศีลกินผัก” นั่นเอง ดังนั้นเราจึงขอเชิญชวนมาล้างท้องกินอาหารเจพร้อมกับทำความรู้จักกับเทศกาลงานบุญนี้ไปด้วยกัน

ความเป็นมาของเทศกาลอาหารเจ

ความเป็นมาของเทศกาลอาหารเจ

เชื่อกันว่าการกินเจหรืออาหารเจเริ่มต้นเมื่อประมาณ 400 ปีที่แล้ว โดยจะเริ่มต้นในวันขึ้น 1 ค่ำ เดือน 9 ตามปฏิทินจีนของทุกปี เกิดจากความเลื่อมใสของชาวพุทธศาสนิกชนต่อพระพุทธศาสนานิกายมหายานร่วมกับลัทธิขงจื๊อที่เกี่ยวข้องกับดาวนพเคราะห์ ซึ่งเชื่อว่าเป็นสัญลักษณ์แทนพระพุทธเจ้าในอดีต 7 พระองค์ และพระโพธิสัตว์ 2 พระองค์ จึงอาจกล่าวได้ว่าเป็นการสักการะพระราชาธิราชทั้ง 9 พระองค์ ด้วยการถือศีลกินเจเป็นระยะเวลา 9 วัน และล้างท้องกินเจอีก 1 วันนั่นเอง

ความหมายของธงเจในอาหารเจ

ในเทศกาลกินเจมักจะพบ “ธงเจ” ปักบนอาหารเจหรือประดับตกแต่งภายในร้าน แต่จริง ๆ แล้วยังมีความหมายซ่อนอยู่อีกด้วย

  • ธงสีเหลือง หมายถึง สีแห่งผู้ทรงศีลและสีของศาสนาพุทธ
  • ตัวหนังสือสีแดง ตัวอักษรเขียนว่า “ไจ” หรือ “เจ” หมายถึงไม่มีของคาว ส่วนสีแดงเป็นสีแห่งความสิริมงคล

ธงเจจึงมีความหมายในเชิงเตือนใจและเตือนสติต่อผู้กินเจ ให้ปฏิบัติธรรมรักษาศีลเจริญเมตตา ละเว้นเนื้อสัตว์ ไม่เบียดเบียนผู้อื่นและไม่เบียดเบียนตัวเอง รวมถึงการไม่รับประทานอาหารที่ทำลายสุขภาพร่างกาย อาหารเจจึงเปรียบเสมือนเป็นสัญลักษณ์ของอาหารแห่งการปฏิบัติของผู้ถือศีล ไม่เบียดเบียนสิ่งมีชีวิตใด ๆ และเพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ผู้ที่กินเจ

จุดประสงค์ของการกินเจ

จุดประสงค์ของการกินเจ

1. กินเพื่อจิตเมตตา

อาหารที่เรากินตามปกติในแต่ละวันส่วนใหญ่ประกอบไปด้วยเนื้อสัตว์ของสรรพสัตว์ ดังนั้นผู้กินอาหารเจจึงมีจิตเมตตาพร้อมที่จะละเว้นการกินเนื้อของสัตว์เหล่านั้นได้

2. กินเพื่อลดสร้างกรรม

แม้ว่าเราจะไม่ได้เป็นคนลงมือฆ่าสัตว์เพื่อนำมาเป็นอาหารเอง แต่การซื้อเนื้อสัตว์จากคนอื่นก็เปรียบเสมือนกับจ้างฆ่าหรือสร้างกรรมอีกทางหนึ่ง ผู้กินเจจึงหันมากินเจเพื่อลดการฆ่าสัตว์โดยไม่เห็นแก่ความอร่อยให้อิ่มเอม

3. กินเพื่อสุขภาพ

การกินอาหารเจอย่างต่อเนื่องจะช่วยรักษาสมดุลแก่ร่างกาย ขับพิษและของเสียต่าง ๆ ที่ตกค้างในร่างกาย ทำให้อวัยวะภายในสะอาดและปรับระบบต่าง ๆ ให้ทำงานเสถียรมีประสิทธิภาพ

ประโยชน์ของการกินเจ

ประโยชน์ของการกินเจ

1. อวัยวะภายในหยุดพักทำงานหนัก

อาหารเจจะเน้นด้านโปรตีนจากพืช คาร์โบไฮเดรต ผักและผลไม้ ซึ่งย่อยง่ายกว่าเนื้อสัตว์ ทำให้ระบบการทำงานของอวัยวะต่าง ๆ ไม่ต้องทำงานหนัก

2. ผิวพรรณผ่องใส

ร่างกายได้รับสารอาหารจากผักผลไม้อย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นวิตามิน เกลือแร่ และสารต้านอนุมูลอิสระ ทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่งสดใสดูดีขึ้น ลดการผลิตเหงื่อและน้ำมันใต้ผิวหนัง

3. ช่วยดีท็อกซ์

เนื่องจากอาหารเจทำจากวัตถุดิบประเภทผักและแป้งเป็นหลัก เมื่อเราเลือกรับประทานคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนที่มีใยอาหารสูงร่วมกับผัก ระบบการย่อยอาหารจะทำงานมีประสิทธิภาพดี ช่วยขับถ่ายของเสียที่ตกค้างในร่างกายได้เป็นอย่างดีแน่นอน

4. ลดความเสี่ยงต่อโรคมะเร็ง

การรับประทานเนื้อสัตว์เป็นประจำนั้นเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคมะเร็ง อันเนื่องมาจากกระบวนการต่าง ๆ โดยเฉพาะสารเร่งเนื้อแดง สารเร่งโต และสารเคมี ซึ่งแตกต่างจากพืชที่มีส่วนช่วยในการย่อยอาหารและขับถ่ายดีกว่า

5. สุขภาพจิตดีขึ้น

การกินเจมักจะมาพร้อมกับการถือศีลและทำบุญ จึงทำให้เรารู้สึกสบายใจและมีความรู้สึกดีต่อตัวเอง อีกทั้งผักและผลไม้บางชนิดสามารถกระตุ้นสารเคมีในสมองที่ช่วยปรับอารมณ์ให้ดีขึ้นได้

การปฏิบัติตนในช่วงกินเจ

การปฏิบัติตนในช่วงกินเจ

1. งดกินผักที่มีกลิ่นแรงฉุน

ได้แก่ กระเทียม หัวหอม (รวมทั้งต้นหอมและใบหอม) หลักเกียว กุยช่าย และใบยาสูบ

2. งดกินเนื้อสัตว์

เป็นข้อควรปฏิบัติอย่างเคร่งครัด เพราะเชื่อว่าการกินเนื้อสัตว์คือการเบียดเบียนชีวิตผู้อื่น

3. งดกินอาหารรสจัด

หมายถึงอาหารเจควรเป็นอาหารรสอ่อนที่ไม่หวานจัด เค็มจัด เปรี้ยวจัด และเผ็ดจัด เพราะจะทำลายสุขภาพนั่นเอง

4. กินอาหารเจที่คนกินเจปรุง

อาจจะไม่ต้องเคร่งครัดข้อนี้มากนัก แต่ขอให้เป็นอาหารเจเท่านั้น

5. ไม่ใช้ถ้วยชามปนกัน

ชาวจีนเรียกอาหารคาวว่า “ชอ” ดังนั้นแม้ว่าจะล้างถ้วยชามสะอาดหมดจดก็ไม่สามารถนำมาใช้ปนกันได้

6. ไม่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต

ข้อนี้ตรงกับการรักษาศีลข้อ 1 และเป็นข้อปฏิบัติอย่างเคร่งครัด ไม่ว่าจะเป็นมดหรือยุงก็ห้ามฆ่าเด็ดขาด

7. แต่งกายด้วยชุดขาว

นอกจากอาหารเจที่ช่วยให้ภายในร่างกายสะอาดแล้ว เครื่องแต่งกายภายนอกก็ต้องสะอาดด้วยเช่นกัน แต่ข้อนี้ไม่ได้เข้มงวดมากนักสำหรับผู้ถือศีลกินเจในบ้าน ไม่ได้ไปสถานที่ทำพิธีกินเจหรือที่เรียกว่า “แจตั๊ว” ควรรักษาศีลและทำจิตใจให้บริสุทธิ์

8. พูดจาไพเราะ

ผู้ถือศีลกินเจควรสะอาดทั้งกาย วาจา และใจ ต้องไม่พูดเท็จ ไม่พูดเพ้อเจ้อ และไม่พูดยุแหย่

9. งดดื่มสุราและของมึนเมา

เพราะถือว่าเป็นสิ่งแปลกปลอมและทำลายสุขภาพ

10. ห้ามดับตะเกียงทั้ง 9 ดวง

สถานที่กินเจหรือ “แจตั๊ว” จะมีการตั้งเครื่องเจต่าง ๆ ประดับดอกไม้ตั้งโต๊ะบูชา อีกทั้งมีการจุดโคม 9 ดวง เพื่อเป็นการสมมติ “เก้าฮ้วงฮุดโจ้ว” ที่จุดทั้งกลางวันและกลางคืนตลอดงาน ถ้าโคมไฟดวงใดดวงหนึ่งดับถือว่าไม่เป็นสิริมงคลและไม่ครบถ้วนพิธีกินเจ

การล้างท้องก่อนกินเจ

การล้างท้องก่อนกินเจ

ก่อนกินเจจริง ๆ 1 วัน ควรงดเว้นอาหารต้องห้ามทั้งเนื้อสัตว์และผักบางชนิด เพื่อเป็นการชะล้างอาหารคาวกับเนื้อสัตว์ที่ตกค้างในร่างกายให้ออกหมดจด ร่างกายจะได้สะอาดจากภายในพร้อมสำหรับการถือศีลกินเจ แต่ถ้าไม่สามารถงดเว้นเนื้อสัตว์ได้ทันที ให้ปรับตัวด้วยการกินเนื้อปลาหรือโปรตีนจากถั่วต่าง ๆ อย่าลืมเพิ่มผักและผลไม้ในมื้ออาหารเพื่อช่วยให้ระบบการย่อยอาหารได้ปรับตัวเช่นกัน

ช่วงเทศกาลกินเจ กินอะไรได้และไม่ได้บ้าง

1. อาหารเจที่กินได้

  • โปรตีน ได้แก่ ธัญพืช ถั่วต่าง ๆ นมถั่วเหลือง เต้าหู้ขาว โปรตีนเกษตร
  • คาร์โบไฮเดรต ได้แก่ ข้าว เส้นใหญ่ เส้นเล็ก เส้นหมี่ วุ้นเส้น เผือก ข้าวโพด พืชชนิดหัว และอาหารประเภทแป้ง
  • วิตามินและเกลือแร่ ได้แก่ ผักและผลไม้ต่าง ๆ ยกเว้นบางชนิดที่จัดอยู่ในข้อต้องห้ามของอาหารเจ
  • ไขมัน ได้แก่ น้ำมันพืช เนยเทียมและครีมเทียมที่ทำจากไขมันจากพืช
  • เครื่องปรุงเจ สังเกตได้จากเครื่องหมายธงเจที่อยู่บนฉลากผลิตภัณฑ์ เลือกใช้ซอสเห็ดหอมหรือเกลือแทนซีอิ๊วขาว น้ำปลา

2. อาหารเจที่กินไม่ได้

  • เนื้อสัตว์ทุกประเภท ได้แก่ อาหารคาวหวานทั้งหมดที่มีส่วนประกอบของเนื้อสัตว์และไข่
  • ผลิตภัณฑ์แปรรูปจากสัตว์ ได้แก่ นม เนย ชีส น้ำมันสัตว์ คอลลาเจนจากสัตว์ น้ำผึ้ง ผงปรุงรสที่มาจากการเคี่ยวเนื้อสัตว์หรือกระดูกสัตว์ เครื่องปรุงรสที่ทำจากสัตว์
  • ผัก 5 ชนิด ได้แก่ กระเทียม หอม หลักเกียว (กระเทียมโทนจีน) กุยช่าย และใบยาสูบ รวมไปถึงผักที่มีกลิ่นฉุน
  • อาหารที่มีรสจัด ข้อนี้ไม่ได้เป็นข้อห้ามโดยตรง แต่น่าจะเป็นกุศโลบายให้ผู้ถือศีลกินเจนั้นลดความอยากของตัวเอง
  • เจลาติน ได้แก่ เยลลี่และอาหารคาวหวานที่มีส่วนประกอบของเจลาติน เนื่องจากเจลาตินทำมาจากคอลลาเจนที่อยู่ในหนังและกระดูกสัตว์

ในช่วงเทศกาลกินเจนี้เป็นโอกาสดีที่เราจะได้หันมาดูแลสุขภาพมากขึ้น บางคนอาจจะมองว่าปฏิบัติยาก แต่เราสามารถเลือกปฏิบัติให้เข้ากับไลฟ์สไตล์ของตัวเอง รับประทานอาหารเจพร้อมกับรักษาศีลอยู่ในความสำรวม เพียงเท่านี้ก็ได้ถือศีลกินเจโดยไม่เป็นทุกข์แล้ว

Related